ถอดบทเรียนสองวัฒนธรรม: ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมจากขยะป้ายหาเสียง

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยและญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่หมุดหมายสำคัญทางการเมืองด้วยการจัดการเลือกตั้งในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความตื่นตัวทางการเมืองนั้น กลับมีความแตกต่างที่ชัดเจนในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการ "ขยะป้ายหาเสียง"

แม้ว่าวงจรการเลือกตั้งจะเป็นการเฉลิมฉลองระบอบประชาธิปไตย แต่มักจะทิ้งรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Footprint) จำนวนมหาศาลไว้เบื้องหลัง "จุดหมายปลายทาง" ของวัสดุเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญของการดำเนินงานด้านความยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

ในประเทศไทย วงจรชีวิตของป้ายหาเสียงส่วนใหญ่มักไปสิ้นสุดที่ "บ่อฝังกลบ" แม้ป้ายโฆษณาเหล่านี้จะมีอายุการใช้งานเพียงชั่วคราว แต่ปริมาณขยะมหาศาลที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นความท้าทายหลักต่อระบบจัดการขยะของท้องถิ่น ในทางตรงกันข้าม ประเทศญี่ปุ่นได้บูรณาการระบบโลจิสติกส์การเลือกตั้งเข้ากับ "เศรษฐกิจหมุนเวียน" (Circular Economy) โดยป้ายหาเสียงจะถูกส่งเข้าโรงงานรีไซเคิลเพื่อแปรรูปและนำกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอีกครั้ง

ทำไมประเทศไทยถึงยังตามไม่ทันในเรื่องนี้? ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปัญหาหลักอยู่ที่ "วัสดุ" ป้ายหาเสียงในไทยส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกไวนิล (PVC) ซึ่งยากต่อการรีไซเคิลอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง วัสดุเหล่านี้มักนำไปสู่ระบบ "Cradle-to-Grave" (ผลิตมาเพื่อเป็นขยะ) มากกว่าจะเป็นระบบที่ยั่งยืน

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การพัฒนาเมืองสีเขียว ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เช่น การเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ง่ายเหมือนในญี่ปุ่น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเปลี่ยนกองขยะการเลือกตั้งให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าในอนาคต

บริการที่เกี่ยวข้องของเรา